All wrong done # 321
"เบาลงหน่อยไม่ดีหรือ? เรโน"
เจ้าหนุ่มหัวแดงที่กำลังนั่งเขย่าขาชึ่ก ๆ เข้ากับจังหวะเพลงแดนซ์รีมิกซ์จากซีดีในรถของเอริธหดคอกลับจากการยื่นออกไปรับลมดูนั่นดูนี่เหมือนหมาโกลเดนรีทรีฟเวอร์ที่เจ้าของพาออกมาปิคนิคด้วยนอกบ้าน แล้วเหลือบตามองคนถามที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยสายตาดูแคลนนิด ๆ
"แซคกี้มันมีรสนิยมชอบคนแก่จริง ๆ ด้วยสินะเนี่ย" เรโนกอดอกทำท่าขนลุกจนหัวสั่นหัวคลอน "ไอ้ตอนนั้นผมก็โคตรแปลกใจที่ขนาดมีหนุ่ม ๆ สาว ๆ มาติดมันกันเกรียวขนาดนั้น มันยังดันเลือกลุงแก่ ๆ เจ้าระเบียบขี้บ่นอย่างผู้ปกครองของสไปค์ ที่แท้ก็เพราะมีความรักความหลังฝังใจกับลุงแก่ ๆ ขี้บ่นอย่างคุณนี่เอง" เรโนทำท่าเคี้ยวลิ้น ก่อนจะชะโงกหน้ามาเกือบเกยหน้าแองจีล "เออ จริงสิ ได้ข่าวว่าคุณเป็นคนเปิดซิงเจ้าหมอนั่นใช่หรือเปล่า? ครั้งแรกของมันน่ะเป็นยังไงมั่งน่ะฮึ? แบบว่ามีการ 'อ๊ะ อย่าฮะ ผมเจ็บ' เหมือนอย่างในการ์ตูนวายบ้างมั้ย?"
แองจีลถอนหายใจ ดูเหมือนเขาจะมีความสามารถในการรับมือเด็กเปรตมากกว่าแฟนคนปัจจุบันของคนที่ถูกอ้างอิงถึงอย่างเห็นได้ชัด
"หรี่เสียงลงหน่อย เรโน" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม กึ่งตัดบทไปในตัว "มันรบกวนสารวัตร...เขาเจ็บแผลมากพอแล้ว ต้องนั่งเบียดกับคนมาตั้งเยอะ เพิ่งจะมีโอกาสได้นอนพัก ให้เขาได้พักสบาย ๆ หน่อยจะดีกว่านะ"
"เฮอะ" เรโนแค่นเสียงในลำคอ เมื่อรู้ว่าเป้าหมายความสบายที่แองจีลร้องขอคือตาลุงที่นอนขดครอบครองเบาะหลังอยู่คนเดียว...อันที่จริงมันก็ไม่สบายนักหรอก เมื่อเทียบกับความคับแคบของตัวรถคันจิ๋วขนาดพอเหมาะสำหรับผู้หญิงขับคนเดียว แต่ก็ยังดีกว่านั่งเบียดจนแทบจะเกยขึ้นไปบนตักคนอื่นอย่างตอนที่นั่งอยู่ในรถของวินเซนต์ "จะต้องไปสนใจมันทำไมไอ้คนอย่างนั้น" เขากระแทกเสียง
"ดูท่าเธอจะไม่ชอบสารวัตรสินะ" แองจีลเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองกระจกมองหลัง เพื่อที่จะพบว่าซิดนอนคู้ตัวเงียบ...ฤทธิ์ยาแก้ปวดที่ชาลัวร์เพิ่งจะให้กินเมื่อก่อนแลกรถกันคงจะช่วยให้สารวัตรหนุ่มผลอยหลับไป
เรโนพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกอย่างฉุนเฉียว "ผมเกลียดมัน"
"ทำไมล่ะ?" แองจีลถาม
เรโนนิ่งไปนิดหนึ่ง นานเกือบนาที กว่าที่เขาจะเอื้อมมือไปหรี่เสียงวิทยุลงให้เบาพอที่จะพูดคุยกันได้โดยไม่ต้องตะโกน เขาเหลือบมองซิดที่นอนอยู่เบาะหลังด้วยท่าทางจงเกลียดจงชัง ดูให้แน่ใจว่าผู้ที่กำลังจะถูกพูดถึงหลับไปเรียบร้อยแล้ว
"มันเป็นไอ้ทุเรศขี้ขลาด" เรโนกระซิบลอดไรฟัน "คุณรู้ไหมที่มันมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ที่นี่ ไม่ใช่เพราะมันอยากมา ไม่ใช่เพราะมันเป็นห่วงเรด ทั้ง ๆ ที่มันควรจะห่วงเรด ไม่ใช่อะไรทั้งนั้นแหละ มันแค่กลัวที่จะอยู่ที่นั่น มันแค่เห็นแก่ตัวของมันเอง ตอนนี้นะ ถ้าให้มันเลือกได้ เชื่อสิว่ามันจะต้องเลือกที่จะไปจากเรื่องราวทั้งหมดนี่ มันน่ะไอ้นรกเห็นแก่ตัวขี้ขลาด"
"เฮ้ ใจเย็น ๆ" แองจีลละสายตาจากถนนมามองหน้าเรโนอย่างแปลกใจ "มันเรื่องอะไรกัน?"
เรโนอ้าปากทำท่าจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง แต่แล้วก็หุบปากกลับลงไปอย่างเดิม "มันคงไม่ดีซักเท่าไหร่ ถ้าผมจะพูดออกมา" เด็กหนุ่มอ้อมแอ้มออกมาในที่สุด
แองจีลเลิกคิ้ว แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจไม่เซ้าซี้ "ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร"
รถเงียบไปพักหนึ่ง มีแต่เพียงเสียงกลองของจังหวะแดนซ์ที่ลอดออกมาจากเครื่องเสียงเพียงแผ่ว ๆ
"มันเป็นไอ้ขี้ขลาดฉวยโอกาส" เรโนพึมพำออกมาอีกอย่างคนปากบอนที่กลั้นอะไรไม่เคยอยู่ "มันทำร้ายจิตใจเรด"
แองจีลเหลือบมองเรโน แต่ไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
"คุณคิดดูสิฮะ ในขณะที่เรดกำลังบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ" เสียงของเรโนดังขึ้นเรื่อย ๆ อารมณ์ของเขาเริ่มพลุ่งพล่าน "มันกลับซ้ำเติมเขา ให้ตายสิ ไอ้นรกส่งมาเกิด มันทำลงไปได้ยังไงกัน"
"เบาหน่อย..." แองจีลเตือนด้วยน้ำเสียงเนิบ ๆ "เดี๋ยวเขาจะตื่น"
"ก็ช่างหัวมันสิ ทำไมผมจะต้องไปแคร์ด้วยว่ามันจะหลับหรือจะตื่น จะเป็นหรือจะตาย" เรโนขู่ฟ่อด แต่เสียงของเขาก็แผ่วลงแต่โดยดี "ถามจริงเหอะ คุณแองจีล มันมีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องกระเตงไอ้หมอนี่ไปด้วย? เราโยนมันทิ้งเอาไว้แถว ๆ นี้ซะไม่ได้เหรอ?"
"จะทำอะไรซักอย่างน่ะ มันต้องมีเหตุผลนะหนุ่ม" แองจีลพูดยิ้ม ๆ
เรโนเลียริมฝีปาก เขาทำตาหลุกหลิกอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่จะถามออกมาเบา ๆ
"ถ้าผมเล่าให้คุณฟังแล้ว เก็บมันไว้เป็นความลับระหว่างเราสองคน อย่าบอกแม้กระทั่งแซคจะได้มั้ยล่ะ?"
"ฮัลโหล เซฟ เราได้ไข่...เอ้อ ไม่ใช่ อันที่จริงเราได้ตัวผู้บริจาคมาแล้วน่ะ เธอ...เอ่อ พวกเธอน่ะ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับเราอย่างดี"
วินเซนต์เหลือบสายตามองเด็กหนุ่มหัวเม่นที่กำลังกรอกเสียงลงโทรศัพท์มือถือนิดหนึ่ง ก่อนที่จะหันกลับไปให้ความสนใจกับถนน...สายมากแล้ว ผู้คนเริ่มหนาตาขึ้น ดวงตาของเขาเริ่มแสบและฝืดจากการอดนอน...โดยปกติ วินเซนต์ก็ค่อนข้างคุ้นเคยกับการอดนอนอยู่แล้ว โดยเฉพาะตอนที่ต้องเร่งส่งงาน เขาจึงไม่ค่อยเดือดร้อนกับการต้องขับรถทั้ง ๆ ที่สติไม่แจ่มใสเต็มร้อยมากนัก แต่ว่า...ชายหนุ่มชำเลืองมองมินิคูเป้คันเล็กของเอริธที่ตามมาห่าง ๆ ด้วยหางตา...การทำงานมีกำหนดเวลาของมัน และเขาเป็นคนควบคุม เขารู้ว่ามันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ และหลังจากนั้น เขาก็สามารถนอนยาวเท่าไรก็ได้ตามแต่จะต้องการ ส่วนเหตุการณ์ในครั้งนี้ ไม่มีอะไรเลยที่เขาสามารถควบคุมได้ และเมื่อไหร่กันเล่าที่เขาจะได้นอน
วินเซนต์ถอนใจยาวเมื่อรู้ตัวว่าชักฟุ้งซ่าน...สิ่งที่ติดอยู่ในใจเขาจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องการนอน ถึงแม้ว่าร่างกายที่ล่วงเลยเข้าวัยกลางคนของเขาจะเรียกร้องการพักผ่อนจริง ๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาต้องการให้แซคเลิกเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่ง ๆ ทั้งหมดนี่มากกว่า
ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัวกับโฮโจ...ถึงแม้ว่าจะเพิ่งรู้เมื่อเร็ว ๆ นี้เองว่าพ่อของเซฟิรอธ คนรักของเด็กในปกครอง และคาดาจ เด็กผมเงินที่ชอบมาดักจ๊ะเอ๋ให้เขาเลี้ยงไอศกรีมบ่อย ๆ จะเป็นคนเดียวกับผู้ชายที่ลูเครเซีย หญิงสาวที่เขาหลงรักแต่งงานด้วย...แต่วินเซนต์ก็รู้สึกไม่ชอบมาพากลกับผู้ชายคนนั้น...เหมือนมันมีบรรยากาศที่...
"เอ๊ะ? เด็กพวกนั้นเหรอ? ไม่ได้มาด้วยหรอก โหย ก็รถคันแค่เนี้ย นายจะให้อัดกันมายังไงไหว?" เสียงของแซคแว่ว ๆ ก่อนที่จะเสียงดังขึ้นจนสมาธิในภวังค์ของวินเซนต์แตกซ่าน "ก็อยู่ในนั้น...เฮ้ เดี๋ยวสิเซฟ ทำไมนายต้อง...เซฟ? เซฟ?"
ดูเหมือนเซฟิรอธจะรีบร้อนวางหูไปแล้ว...
All wrong done # 322
เรดกำลังชัก
ไม่กี่ครั้งนักที่เซฟิรอธทำได้แค่เพียงยืนตัวแข็งทื่ออย่างทำอะไรไม่ถูก สมองของเขากำลังครุ่นคิดอย่างรวดเร็วว่าควรจะให้ยาระงับชักดีมั๊ย หรือว่าจะวางยาสลบไปเลยดี...ไม่ ร่างกายของเด็กหนุ่มบอบช้ำเกินกว่าจะรับยาสลบไหวแล้ว ลิ้นชักความทรงจำถูกตะกุยรื้อหาเหตุผลว่าทำไมมันถึงได้เกิดขึ้น อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของเรดกระตุกงอราวกับตุ๊กตาชักใยซึ่งถูกเด็กมือบอนดึงสายเล่นอย่างนี้
เลือดของเขา
ใช่ ก่อนที่เจ้าของร่างสีน้ำตาลจะหมดสติไป เด็กหนุ่มได้ฝังเขี้ยวลงที่มือของเขา และได้ดื่มเลือดเข้าไปจำนวนหนึ่ง เลือดของร่างกายที่โดนโฮโจทดลองมานับสิบปี
เสียงสัญญาณที่บ่งบอกอัตราการหายใจสูงขึ้นเรื่อยๆ ถี่จนระรัวลั่น ก่อนที่มันจะดังเป็นเสียงยาวและเครื่องก็ตัดเข้าสู่ระบบช่วยหายใจ โดยให้ออกซิเจนร้อยเปอร์เซนต์ผ่านท่อหายใจที่เข้าสอดเข้าหลอดลม หากทว่าจังหวะการเต้นหัวใจที่หายไปทำให้เซฟิรอธตระหนก เขาช่วยปั๊มหัวใจของเด็กหนุ่ม แต่แม้จะปั๊มไปได้หลายสิบชุดก็ไม่มีอาการกระเตื้อง เรดยังคงนอนนิ่งเป็นศพ เขาจึงเอาเครื่องช๊อตเพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ แต่นั่นก็ไม่ได้ผลอีก สุดท้ายเขาจังตัดสินใจกรีดผ่าอก แล้วต่อเพจเมกเกอร์ให้มันช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว
หากแต่ผลที่ได้ออกมาทำให้เขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หลักการทำงานของร่างกายคือ ถึงแม้ว่าจะตายไปแล้วพักหนึ่ง แต่ถ้ากระตุ้นเส้นประสาทหรือชุดควบคุมกล้ามเนื้อหัวใจด้วยไฟฟ้า กล้ามเนื้อบริเวณนั้นก็จะสามารถทำงานได้จนกว่าสารสื่อประสาทจะหมดหรือกล้ามเนื้อล้า แต่ในกรณีของเรด ราวกับว่าร่างที่อยู่ตรงหน้าเขาได้ตายมานานมากแล้ว
ถึงแม้ว่าจะได้รับออกซิเจน แต่ปอดก็ไม่ทำงาน เขาขบกรามแน่น ถอนลมออกจากคัฟฟ์ของท่อช่วยหายใจแล้วดึงมันออก ก่อนจะป้อนคำสั่งให้อีฟเต็มน้ำให้ท่วมแล้วกดร่างของเด็กหนุ่มลงไปในนั้น และถึงแม้จะดูทารุณไปหน่อย แต่เขาก็สั่งให้น้ำยาเลี้ยงเซลล์ฟลัชเข้าไปแทนเลือด เพราะตอนนี้หัวใจและระบบไหลเวียนเลือดของเรดล่มหมดแล้ว
เลือดสีแดงเข้มถูกผลักออกมาผสมกับน้ำยาสีเขียวใสจนกระทั่งปนเป็นสีเทา เขากดปุ่มเลื่อนให้แคปซูลปิดแล้วให้น้ำยาฟลัชจนเต็มหลอด ก่อนจะจ้องมองร่างซึ่งตอนที่เขาไปนั่งรอแซคอยู่บนสแตนท์เชียร์ข้างสนามอเมริกันฟุตบอล เด็กหนุ่มยังคงวิ่งอย่างแข็งขันแม้ว่าจะเป็นเวลาค่ำซะจนต้องเปิดสปอร์ตไลท์ข้างสนามก็ตามที
เรดตายแล้ว
ร่างนี้ได้หมดลมหายใจลม มีเพียงชิ้นส่วนรุ่งริ่งที่อดีตเคยเป็นเด็กหนุ่มผู้สดใสไร้เดียงสาเท่านั้น เขามีสิทธิ์งั้นหรือที่จะใช้วิทยาศาสตร์อันบ้าคลั่งชุบดวงวิญญาณที่แตกสลายไปแล้ว
เรดตายแล้ว
เด็กหนุ่มตายแล้วและสมควรที่จะได้รับการเคารพในฐานะร่างกายที่เสื่อมสภาพไปตามวัฏจักร ตามกฏเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงของสสาร เขาไม่ควรที่จะยื้อมันไว้เพียงเพราะความต้องการของตัวเองหรือคนอื่นๆ ตัวเด็กหนุ่มเองไม่ต้องการมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว
"อีฟ ปิดระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน"
คอมพิวเตอร์ยืนยันคำสั่งด้วยเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก ก่อนที่เครื่องจักรที่ทำให้ศพตรงหน้ายังคงถือว่ามีชีวิตอยู่ได้ตัดการทำงานลง
All wrong done # 323
"ว่ายังไงล่ะ? ไม่มีใครอยากจะถามอะไรฉันอย่างนั้นรึ?" โฮโจเร่งเร้า ในขณะที่เขากวาดสายตามองเด็กชายผมเงินสามพี่น้องที่ยืนเรียงกันเป็นสามเส้าอยู่ข้างหน้าทีละคน "ฉันไม่ได้ว่างอยู่ทั้งวันหรอกนะ"
คาดาจเงยหน้ามองเขา ใบหน้าของเด็กชายมีน้ำตานอง ดูเผิน ๆ ไม่ต่างอะไรกับเจ้าหนูคาดาจตัวกระเปี๊ยกวัยสามขวบที่เคยวิ่งหกล้มตรงลานน้ำพุหน้าบ้าน หากแต่คราวนี้ไม่มีเสียงร้องไห้โฮ ๆ เหมือนโลกจะถล่มเข้ามาประกอบ...โฮโจตวัดสายตามองลูกชายคนโตบ้าง...ลอซยืนเอาไหล่ข้างหนึ่งพิงผนัง เบือนหน้า หลบตาเขา แขนทั้งสองไขว้ขัดในท่วงท่าที่เหมือนกอดตัวเองอยู่มากกว่าจะกอดอก ถ้าเขามองไม่ผิด เด็กนั่นกำลังตัวสั่นเทิ้ม แม้ว่าจะพยายามสะกดกลั้นอย่างสุดความสามารถก็ตาม
โฮโจขมวดคิ้ว เมื่อเขากวาดสายตามาถึงคนสุดท้าย...ยาซูกำลังมองเขาอยู่ ไม่ใช่ด้วยสายตาหวาดกลัวเหมือนลอซ ไม่ใช่ความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งเหมือนคาดาจ ไม่ใช่แม้แต่ความเกลียดชังเข้าไส้อย่างที่ยาซูทำใส่เขาแบบไม่เคยคิดจะปิดบัง...เด็กนั่นกำลังมองเขา สลับกับมองลูเครเซียที่อยู่ในแทงค์ด้านหลังด้วยสายตาครุ่นคิด
โฮโจหยักมุมปากยกยิ้ม
"ฉันคิดว่าแกคงมีอะไรอยากจะถาม ใช่ไหมยาซู?" เขาถามลูกชายคนกลางในจำนวนแฝดสาม
ยาซูละสายตาจากซากเน่า ๆ ของแม่กลับมามองเขา
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้" เด็กชายพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เหมือนไม่เคยมีเรื่องผิดพ้องหมองใจอะไรมาก่อนหน้านี้ "ผมอยากดูบันทึกการทดลองทั้งหมด ทั้งของแม่ ของพี่ชาย แล้วก็ของพวกผม จะได้ไหม?"
ลอซกับคาดาจหันไปมองยาซูพร้อมกันราวกับนัดกันไว้
โฮโจเลิกคิ้ว
"ผมอยากจะรู้สมมติฐานในการทดลองของป๋า อยากจะรู้ว่าป๋าเคยทำอะไรมาบ้าง อยากรู้ว่าอะไรทำให้ป๋าเลือกวิธีการทดลองอย่างนั้น แล้วก็อยากรู้ว่าป๋าค้นพบอะไร" ยาซูพูดต่อโดยไม่ให้ความสนใจกับสีหน้าของพี่น้องที่ยืนอยู่ข้าง ๆ และไม่ได้ทำเสียงแอ๊บแบ๊วเหมือนที่ทำประจำวัน "การที่ป๋าให้พวกเรามีชีวิตอยู่ต่อมาได้ตั้งสิบสี่ปี หมายความว่า พวกเราคงไม่ใช่การทดลองที่ล้มเหลวเสียทีเดียวใช่ไหม? ป๋าค้นพบอะไรในตัวพวกเราบ้าง? แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ? การที่ป๋ายังไม่กำจัดซากของหล่อนออกไป แสดงว่าหล่อนไม่ได้เป็นแค่ซากเน่า ๆ ที่ผสมกับเจโนว่าที่ป๋าพูดถึงเท่านั้นละสิ? ป๋าวางแผนจะทำอะไรกับหล่อนต่อไปล่ะ?"
คิ้วของโฮโจลดระดับลง ดวงตาของเขาเป็นประกายในขณะที่คลี่ริมฝีปากออกยิ้ม
คาดาจมองยาซูเหมือนจะปรักปรำว่าอีกฝ่ายบ้าไปแล้ว
"นาย...นายพูดบ้าอะไรของนายน่ะยาซู?" คาดาจร้อง "นั่นแม่นะ แล้วพวกเรา...พวกเราก็ไม่..."
"พวกเราเป็นสัตว์ทดลอง นั่นละความจริง" ยาซูหันไปพูดกับคาดาจด้วยน้ำเสียงเฉยเมย "อย่าทำหน้าแบบนั้นไปหน่อยเลยน่า คนเราทุกคนก็เกิดขึ้นมาโดยพ่อแม่ที่ปรารถนาอะไรบางอย่างจากตัวเราด้วยกันทั้งนั้น ถ้าฉันเป็นสัตว์ทดลอง ฉันก็อยากจะรู้ความจริงว่าการทดลองที่ได้ผลผลิตออกมาเป็นฉันนี่มันสำเร็จหรือว่าล้มเหลว แล้วฉันจะใช้ประโยชน์อะไรจากมันได้บ้าง" เด็กหนุ่มทำสีหน้าขยะแขยงใส่คาดาจ "นายเองก็เลิกฝันถึงวันที่จะได้พบแม่ที่แสนดีทอดไข่เจียวกับเบคอนให้นายกินตอนเช้าได้แล้ว ถึงมันจะเลวร้ายกว่าที่คิดไว้นิดหน่อย แต่สมมติฐานส่วนใหญ่ของฉันก็ถูกต้อง แม่ของนาย แม่ของฉัน แม่ของพวกเรานั่นแหละที่เป็นคนทำให้พวกเรากลายมาเป็นสัตว์ทดลอง" เขามองลอซ "ไม่ใช่สิ เราถูกกำหนดให้เกิดมาเป็นสัตว์ทดลองตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ อย่าบอกนะว่านายไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้มาก่อนเลย?"
ดูจากสีหน้าของคาดาจ เด็กนั่นคงจะไม่
แต่กับลอซน่ะมันคนละเรื่องกัน
"ฉันไม่บ้าบอพอที่จะฟูมฟายจะเป็นจะตายหรอก อย่างน้อยฉันก็เป็นสัตว์ทดลองที่มีสมอง และสัตว์ทดลองจากการทดลองที่ประสบความสำเร็จ มันก็เป็นสิ่งที่มีค่า" ยาซูกล่าวทิ้งท้ายใส่พี่ชาย ก่อนจะหันมาทางโฮโจ "ป๋าให้ผมถามได้หนึ่งคำถาม ผมก็ขอถามคำถามข้อนั้นแหละ ป๋าจะให้ผมดูทุกสิ่งทุกอย่างจากการทดลองอันยาวนานของป๋าได้หรือเปล่า?"
ดวงตาสีเขียวแน่วแน่ของเด็กที่เขาไม่เคยคิดว่าเป็นลูกชาย ทำให้โฮโจยิ้มออกมากว้างที่สุดเท่าที่เขาเคยยิ้มมาชั่วชีวิต
"ตกลง"
"เป็นอะไรของมันวะ?"
เสียงแซคงึมงำ ๆ หลังจากที่พยายามกดปุ่ม redial อยู่เกือบสิบครั้ง วินเซนต์ วาเลนไทน์ สารถีกิติมศักดิ์เอื้อมมือไปเร่งแอร์ต่อสู้กับแดดหลงฤดูที่ลอดผ่านกระจกหน้ารถเข้ามา แล้วแผ่อานุภาพความร้อนแรงอย่างผิดเพศผิดพันธุ์...เขาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างรถเพื่อหายูเทิร์น เพราะเมื่อครู่ ชาลัวร์ที่มัวแต่เจ๊าะแจ๊ะกับเด็กสาวหน้าขาวชาวเซโทร่าสองคนนั่นลืมบอกทางให้เขา ทำให้เลยทางเลี้ยวมาไกลตั้งเป็นพะเรอเกวียน
แองจีลที่น่าจะรู้ทางแท้ ๆ ก็ยังพลอยหลับหูหลับตาขับรถตามหลังมาหน้าตาเฉย
พูดถึงแองจีล...วินเซนต์เหลือบมองกระจกมองหลัง แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อรู้สึกว่า หัวแดง ๆ ของเรโนจะเริ่มเบี่ยงจุดศูนย์ถ่วงของมันไปใกล้ ๆ กับที่นั่งคนขับมากเกินไป เขาพยายามเพ่ง เพราะท่ามกลางแดดที่จัดจ้าสะท้อนมาเข้าตา ภาพของรถหลังที่ควบปุเลงตามมาในระยะไม่สู้ประชิดนักมักจะมองเห็นไม่ถนัด...แต่ยิ่งดู วินเซนต์ก็ยิ่งรู้สึกว่า ไอ้หัวแดง ๆ นั่นเข้าใกล้พวงมาลัยหน้ารถเข้าไปทุกทีจนแทบจะเรียกว่า ถ้าไม่ขึ้นไปนั่งตักคนขับ แองจีลก็คงเปลี่ยนให้ไอ้หัวแดงเป็นคนขับไปเรียบร้อย แล้วในระหว่างที่วินเซนต์กำลังเพ่ง ๆ อยู่นั่น อยู่ ๆ หัวแดง ๆ ก็ผลุบลงไปใต้คอนโซล เหมือนกับว่าเจ้าเด็กนั่นทำอะไรตกแล้วตะกายก้มลงไปเก็บกระนั้น
วินเซนต์อ้าปากหวอ ไม่นะ เขาไม่ได้คิดอกุศล
หันขวับไปตั้งท่าจะฟ้องแซค แต่เขาก็ต้องหุบปากฉับ เมื่อแซคประสบความสำเร็จกับการต่อสายไปถึงเซฟิรอธ แล้วกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์อย่างดีอกดีใจ
"เฮ้! เซฟ เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นน่ะ?"
All wrong done #
324
การที่จะปล่อยให้ลมหายใจของนานากิหลุดลอยไปหรือมองอีกแง่หนึ่งซึ่งสามารถกล่าวหาได้ว่าเขาไม่ได้ต่างอะไรจากฆาตกรไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเลยซักนิด
ตอนที่เขาอยู่ในแล๊บด้วยฐานะของสัตว์ทดลองตัวหนึ่ง
เขาก็ฆ่าสิ่งมีชีวิตจนแทบนับไม่ถ้วน ฆ่า เพื่อไม่ให้ถูกฆ่า ฆ่า
ทั้งๆที่รู้ว่าการฆ่านั้นจะเพิ่มพูนความปิติพอใจให้กับคนที่เขาเกลียดที่สุด ฆ่า
เพื่อที่จะได้ออกไปพบกับแม่อีกครั้ง
การฆ่าไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรสำหรับเขา ทว่าผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากที่ปลิดชีวิตของใครซักคนหนึ่งมันช่างใหญ่หลวงยิ่งนัก
เด็กหนุ่มที่ทอดร่างไร้วิญญาณอยู่ในหลอดแก้วคนนั้นแม้ว่าบัดนี้จะดูไม่ใกล้เคียงกับสภาพของมนุษย์เท่าไหร่ แต่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นมนุษย์ ไม่สิ เด็กคนนี้มีความเป็นมนุษย์มากกว่าใครๆ ทั้งความรักที่เปี่ยมล้มจนเผื่อแผ่ให้กับคนรอบข้างได้ ทั้งความไร้เดียงสาจนดูสว่างสไว เซฟิรอธไม่เคยเชื่อในพระเจ้าและเขาก็ได้แต่แปลกใจที่เด็กคนข้างหน้าศรัทธาเชื่อมั่นในสิ่งที่ไม่มีตัวตนนั้นอย่างหมดหัวใจ
แต่พระเจ้าช่วยอะไรไม่ได้แล้ว พระเจ้าไม่สามารถทำให้นานากิรอดพ้นจากอุ้งมือของโฮโจ ไม่สามารถทำให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติสุข ไม่สามารถทำให้ฟื้นชีวิตกลับขึ้นมายิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ได้อีกแล้ว
เสียงของแซคถามซ้ำๆมาทางสปีกเกอร์ในขณะที่เซฟิรอธทาบทับมือบนครอบกระจกเหนือซากร่างสัตว์ทดลองของโฮโจ มองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาพินิจพิจารณา ใช่ สัตว์ทดลอง ไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่าเขาได้ สัตว์ทดลองที่ต้องตกอยู่ในความเครียดและความกังวลตลอดเวลา โฮโจมีสิทธิ์อะไรที่ทำกับพวกเขาแบบนั้น? ไม่ ไม่มีเลย แต่ถึงอย่างนั้น...ถึงอย่างนั้น...
"นานากิตายแล้ว"
เสียงของเซฟิรอธแผ่วเบา แต่ไม่สั่น เขาไม่ได้เสียงสั่นหรือมีอาการตกอกตกใจแม้แต่จะเสียใจ เขาเป็นคนปล่อยสายใยชีวิตของเด็กคนนี้ไปเอง ชั่ววินาทีหนึ่งเขาลังเล ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกรึเปล่า เพราะเป็นเขาแน่หรือที่สามารถตัดสินว่าเรดได้ทนมามากพอแล้ว เรดไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ทนทุกข์อีกต่อไปแล้ว
แล้วถ้าเป็นคลาวด์ล่ะ
ถ้าคลาวด์เป็นเขา เด็กคนนั้นจะทำยังไง แล้วถ้าร่างที่นอนอยู่ในหลอดทดลองนี่เป็นคลาวด์ เขาจะทำอย่างเดียวกันมั๊ย?
ความคิดนั้นทำให้เซฟิรอธตัวชา
เขาจะไม่มีวันปล่อยคลาวด์ไป ถึงคลาวด์จะต้องเจ็บปวดมากซักเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากยื้อเอาไว้ เด็กตรงหน้า...นานากิ นานากิก็คงจะมีซักคนที่คิดกับเขาอย่างนี้เหมือนกัน เพราะงั้นถ้ายังมีโอกาสรอด ถ้ายังเห็นโอกาสอยู่ข้างหน้า เขาจะไม่ทิ้งมันเด็ดขาด
เสียงของแซคที่ถามเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์ถูกเซฟิรอธตัดไป เขาไม่มีกะใจจะอธิบายเรื่องราวต่างๆแล้ว เซฟิรอธสั่งให้อีฟเดินเครื่องอีกครั้งและวิเคราะห์สภาพร่างกายของเรด ผลที่ออกมาก็คือตอนนี้เซลล์ของเขา...เซลล์จากร่างกายของเขา...กำลังแพร่ขยายไปทั่วร่างของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็วราวกับว่ากำลังเดินภาพจากเครื่องสแกนอวัยวะภายในเร็วขึ้นซักพันเท่า
"อีฟ ซัพพอร์ตออกซิเจนกับพลังงานให้เพียงพอนะ เรากำจัดเซลล์นั่นไม่ได้แล้ว มันเยอะเกินไป ถ้าทำลายตอนนี้ร่างกายของนานากิก็จะตายไปด้วย" เซฟิรอธสั่งแอนดรอยด์ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด มองของเหลวสีเขียวจัดที่ถูกเติมเข้ามาในแท๊งค์อีกครั้งจนเต็มอย่างใจจดจ่อ และแม้ไม่อยากจะยอมรับเท่าไหร่ แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าเขากำลังเริ่มต้นการทดลองใหม่ให้โฮโจ จากการห้ามก่อนหน้านั้นพอจะเดาได้ว่ามันเป็นการทดลองที่แม้แต่โฮโจยังไม่ได้แปลนสมมติฐานเลยซะด้วยซ้ำ
เซฟิรอธจ้องร่างที่อยู่ในหลอดแก้วเขม็ง
หวังเพียงแต่ว่าเจ้าเซลล์พวกนั้นจะทำหน้าที่เหมือนไวรัสในกลุ่มที่วิวัฒนาการตัวเองให้สามารถอยู่ร่วมเป็นกาฝากกับโฮสต์โดยไม่ทำให้โฮสต์ตายได้แม้ว่าจะเป็นโฮสต์ที่มีไวรัสอีกชนิดนึงแพร่พันธุ์ครอบครองแล้วก็ตามที
เสียงของเซฟิรอธแผ่วเบา มันเบาและคมราวกับมีดโกนที่กรีดลงมาในสติของเขา
เรดตายแล้ว
สำหรับคนอื่น แซคอาจจะไม่เชื่อ คนทั่วไปมักจะประสาทเสียและพล่ามอะไรเกินจริงออกมา แต่เขารู้ว่ามันไม่ใช่กับเซฟิรอธ
เรดตายแล้ว
เรดตายแล้วและเรดคนนั้น เด็กหนุ่มผิวสีแทนจัดเมื่อยิ่งเข้าคู่กับผมสีเลือดดูโดดเด่นเตะตาซะจนเดินไปทางไหนก็มีแต่คนหันมอง เรดที่มาจากคอสโม่แคนย่อน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งคงไว้ด้วยความบริสุทธิ์ซะจนยากที่จะเชื่อว่ามีอยู่บนโลกนี้จริงๆ เรดที่คุณปู่บูเกนฮาเก้นฝากฝังเขาไว้ คุณปู่...ใช่สินะ คุณปู่ตายแล้ว ครั้งนึงคุณปู่เคยบอกว่าถ้าเกิดว่าจะตาย ก็อยากจะตายที่คอสโม่แคนย่อน อยากกลับไปตายที่บ้านเกิด คุณปู่ที่มักจะหัวเราะอย่างใจดี มีชามีขนมมาเสิร์ฟให้พวกเขาไม่ขาดปาก คุณปู่คนนั้นรู้เรื่องเยอะแยะและเล่าเรื่องแปลกๆให้พวกเขาฟังเสมอตอนไปบ้านเรด ตอนนี้คุณปู่ตายแล้วและเขาก็ไม่สามารถรับปากเรื่องเพียงเรื่องเดียวที่คุณปู่เอ่ยปากขอได้
เรดตายแล้ว
เรดตายแล้วและเรดก็ไม่สามารถยิ้มได้อีก ไม่สามารถหัวเราะและไม่สามารถร้องไห้ เรดที่อยู่ในกางเกงขาสั้นตอนฝึกซ้อมแทคติกวิ่งจนเส้นผมสีแดงหนาดกยาวจนเลยบั้นเอวปลิวสยาย ดูราวกับเป็นสิงโตหนุ่มตัวหนึ่งที่หลุดออกจากตรวนหลังจากโดนล่ามมานาน มือที่โบกให้สัญญาณกับลูกทีม แม้แต่ตอนตะโกนเสียงนั่นก็ยังฟังดูนุ่มนวลพิลึก น้อยครั้งนักที่เขาจะเห็นเรดโกรธ จำไม่ได้แล้วว่าเพื่อนของเขาเคยโกรธตอนไหน โดยมากความโกรธนั้นจะเจือด้วยความเศร้าเมื่อเห็นสัตว์ในเมืองหลวงถูกรถชนหรือถูกทำร้าย เรดมักจะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าตัวเองเสมอ
แต่เรดก็ตายแล้ว
เรดมีสัตว์เลี้ยงที่มักจะแว่บไปให้อาหารบ่อยๆตรงโบสถ์ร้าง ตั้งแต่เรดหายตัวไป แซคก็วิ่งวุ่นตลอดและลืมมันไปซะสนิท เขาเพิ่งนึกขึ้นมาได้ตอนนี้นี่เอง เรดไปไม่เคยขาดซักวัน ค่าที่กลัวพวกมันหิว ตอนนี้มันจะเป็นยังไงบ้างแล้วนะ แล้วปลาในบ่อล่ะ เขาไม่ทันได้สังเกตตอนที่เข้าไปในโบสถ์ ไม่ทันได้สังเกตอะไรทั้งนั้นเพราะเรดกลายเป็นสิงโตสีแดง และเรดก็กินแขนของตัวเอง แขนที่แซคยื่นส่งไปให้เด็กหนุ่ม ภาพนั้นยังไงติดตาเขา ทั้งโกรธ ทั้งกลัว ทั้งรู้สึกละอาย แต่เรดก็กินมันด้วยความหิวโหย กินเพื่อต่อชีวิต กินแขนของตัวเอง
แต่ถึงอย่างนั้น ถึงอย่างนั้น เรดก็ยังตายแล้ว เรดตายแล้ว
และมันก็เป็นความผิดของเขาเอง
ถ้าเขาไปช่วยเร็วกว่านี้ เรดก็คงไม่ต้องตาย ถ้าเขาไม่เห็นแก่ตัว ไม่กลัวว่าตัวเองจะต้องทะเลาะกับวินซ์ เรดก็คงจะไม่ต้องตาย
เรดตายแล้ว เรดตายแล้ว มันเป็นความผิดของเขา เรดตายแล้ว มันเป็นความรับผิดชอบของเขา เรดตายแล้ว เขารับปากคำสัญญาที่ให้ไว้กับคุณปู่ไม่ได้
เรดตายแล้ว
เขาไม่สามารถปกป้องรอยยิ้มอันใสซื่อบริสุทธิ์นั่นได้
มันเป็นความผิดของเขาเอง
"แซค เป็นอะไรรึเปล่า?"
เสียงของเอริธดังขึ้น แซคเงยหน้าขึ้นมาพบกับดวงตาสีเขียว มือของเธอแตะบ่าเขาและทำให้เขาเพิ่งรู้ว่าอุณหภูมิร่างกายเย็นเฉียบเหมือนยืนตากหิมะมาอยู่ค่อนคืน
แซคอ้าปากจะตอบเธอว่าเขาไม่เป็นไร หากแต่ไม่มีอะไรจะหลุดออกมาจากปาก สมองของเขามึนชาเกินกว่าที่จะพูด เขารู้สึกเหมือนปอดตัวเองหยุดทำงานขึ้นมาซะดื้อๆ
ความเจ็บบนผิวแก้มทำให้เขาได้สติขึ้นมา ตาของเขาเลื่อนไปมองที่ตำแหน่งคนขับ วินเซนต์หันมาจ้องหน้าเขา ดวงตาสีแดงคู่นั้นเข้มขึ้นอย่างเป็นกังวล เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่ารถเลี้ยวเข้ามาหยุดที่ริมฟุตบาท
"แซค ไม่ว่าไอ้ที่นายคุยกับเซฟิรอธจะเป็นอะไร ตั้งสติแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆซะ" มือของวินเซนต์ที่เย็น...แต่ไม่มากเท่ากับเขา...เอื้อมมาบีบมือของเขาไว้ สายตาของแซคเลื่อนมายังมือที่ถูกกุม มันว่างเปล่า โทรศัพท์ที่คุยกับเซฟิรอธเมื่อครู่หล่นหายไปไหนซักที่ แต่แซคไม่สนใจ มันคงร่วงอยู่บนพื้นรถ แต่ถ้าเซฟิรอธโทรมาอีกครั้งมันจะดังขึ้นบอกตำแหน่งทันที "สูดหายใจ แซค ไม่งั้นนายจะขาดออกซิเจนจนหมดสติถ้าขืนนายยังกลั้นหายใจเอาไว้"
กลั้นหายใจ? เขาไม่ได้กลั้นหายใจ เพียงแต่ในอกมันตันแน่นไปหมด
เรดตายแล้ว
น่าแปลกที่ขอบตาของเขาไม่ร้อน น้ำตาก็ไม่ไหลซักหยด เพียงแต่ร่างกายประสาททุกส่วนเหมือนกับจะชา แซคหวังว่ามันจะชาอยู่อย่างนี้ตลอดไป เพราะถ้าหากว่าความเย็นเยียบที่เกาะกุมวิญญาณของเขาไว้หายไป ถึงเวลานั้นสิ่งที่อัดแน่นในอกจะปะทุออกมา
ความเจ็บเกิดขึ้นที่แก้มของเขารัวๆ วินเซนต์กำลังตบเขา มันถี่ย้ำและเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับคำพูดที่พูดซ้ำๆคล้ายจะกล่อม "แซค หายใจสิ หายใจสิแซค สูดอากาศเข้าไปซะ โธ่เว่ย!"
คราวนี้จากฝ่ามือเปลี่ยนเป็นหมัดที่อัดเข้ามาเต็มรัก โชคดีที่บริเวณใช้สอยในรถค่อนข้างคับแคบ แวมไพร์หนุ่มเลยเงื้อหมัดได้ไม่เต็มวงสวิง แต่มันก็แรงพอที่จะทำให้กรามของเขาลั่นเปรี๊ยะ และสะดุ้งเมื่อหัวกระแทกกับกระจกหน้าต่างรถเต็มรัก
ความเจ็บและความตกใจทำให้ความอึดอัดหายไป แซคเพิ่งรู้ว่าตัวเองกลั้นหายใจจริงๆก็ตอนที่สูดอากาศลงปอด เขาอ้าปากจะถามแต่แล้วก็หงายหลังเมื่อประตูรถที่หลังพิงอยู่จู่ๆหายวืดไปกระทันหัน และหัวก็คงฟาดฟุตบาทไปแล้วหากไม่ได้ผู้กระทำความผิดเมื่อครู่พยุงเอาไว้
"เฮ้ มีเรื่องอะไรกันน่ะ" เสียงเคร่งขรืมของแองจีลดังจากทางด้านหลัง หากแต่วินซ์ที่กำลังทำหน้าดุแสดงท่าทีไม่ยี่หระอะไร
"ถามไอ้เม่นมันเอาเองสิ จู่ๆมันก็นึกอยากกลั้นใจตายเหมือนนางเอกหนังจีนขึ้นมาเอาซะดื้อๆ นี่ถ้าไม่ได้ชั้นล่ะก็สงสัยตอนนี้คงต้องเป่าปากให้มันไปแล้ว" เจ้าของตาสีแดงพูดด้วยเสียงประชดประชัน "ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นน่ะแซค นายคุยอะไรกับเซฟิรอธกันแน่"
แม้ว่ากรามข้างที่ถูกต่อยจะเจ็บหนึบๆ แต่แซคก็รู้สึกยินดีที่มันอยู่ตรงนั้น มันช่วยเบี่ยงเบนความทรมานที่อยู่ในอกออกไปได้
"เรด...ตายแล้วฮะ"
"อะไรนะ?" วินเซนต์ขมวดคิ้ว เอียงหูมาทางเขา
แซคผละจากมือของแองจีลที่ช่วยผยุงไหล่ของเขาไว้แล้วมานั่งบนเบาะ ยกมือขึ้นเสยผมเพราะไม่รู้จะวางมันไว้ตรงไหน เขาบอกตัวเองให้เงยหน้าขึ้น แต่เขาก็ละอายเหลือเกิน
"วินซ์ฮะ...เมื่อกี้...เมื่อกี้เซฟิรอธบอกผมว่า เรดตายแล้วฮะ...เขา...เขาตายแล้ว"
ลำคอของแซคแห้งผากเหลือเกิน น้ำตาก็ด้วยเช่นกัน เรดจะเสียใจมั๊ยนะที่เขาไม่ได้ร้องไห้เมื่อตอนที่รู้ข่าว แต่ถึงอย่างนั้นดวงตาของแซคก็แห้งจนกระทั่งไม่สามารถร้องไห้ออกมาได้ แต่ถึงเขาจะไม่ได้ร้องไห้ออกมา แซคก็รับรู้ได้ว่าน้ำตาในอกของเขาท่วมท้นซักเพียงได้
เรดตายแล้ว และมันก็เป็นความผิดของเขาเอง
All wrong done # 325
...เรดตายแล้ว...
แม้นั่นจะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เมื่อได้ยินประจักษ์ชัดแจ้งโดยตรงกับหูของตัวเองอย่างนี้ วินเซนต์ก็อดที่จะใจหายไปวูบหนึ่งไม่ได้...เรดน่ะเหรอ ตายแล้ว...วินเซนต์กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากอย่างยากเย็น ในหัวของเขาจินตนาการเห็นภาพเด็กหนุ่มผมทองผิวแทน ที่มักจะส่งยิ้มอาย ๆ ทักทายเขาอย่างสุภาพเสมอเมื่อบังเอิญพบกันตอนที่เขาไปรับแซคที่มหาวิทยาลัย หรือไปแอบดูตอนแข่งอเมริกันฟุตบอล...เด็กหนุ่มที่แซคมักจะเอาความซื่อใสไร้เดียงสาจนแทบจะกลายเป็นความซื่อบื้อมาเล่าให้ฟังเรื่องแล้วเรื่องเล่า...เด็กหนุ่มที่แซควางตำแหน่งเอาไว้เหนือเพื่อนทั้งหลาย ให้การดูแลเป็นพิเศษ จนแม้แต่เขายังแอบรู้สึกหวั่นไหวไม่พอใจบ้างเป็นบางครั้งที่เกิดรู้สึกนอยด์ขึ้นมา
แล้วเรดคนนั้นก็...ตายแล้ว?
เล็บของแซคที่จิกสาบเสื้อของเขาแน่นจนทะลุเนื้อ ทำให้วินเซนต์หลุดจากภวังค์แห่งความคิด ชายหนุ่มก้มลงมองคนรักของตัวเองที่ตอนนี้นั่งอยู่กับเบาะรถ ก้มหน้าร้องไห้อย่างไร้อายเสียงลั่นถนน ก่อนจะเบือนหน้าไปมองเพื่อนร่วมทางคนอื่น ๆ ที่เหลือ...เอริธหน้าซีดเผือด ส่วนดินเน่ก็กำลังยกสองมือปิดปากน้อย ๆ ของเธอ ดวงตาสีเขียวของเธอเบิกกว้างอย่างน่าขัน
"ล้อเล่นใช่มั้ย?" เอริธครางออกมาเบา ๆ "บางที...มันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน"
"เซฟิรอธเป็นคนพูดเอง หมอนั่นไม่โกหกเรื่องแบบนี้หรอก" แซคตอบทั้งเสียงสะอื้น
ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี ทุกคนจึงพากันนิ่งเงียบไปหมด
"นอกจากบอกว่าเรดตายแล้ว" แองจีลเป็นคนทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน "เซฟิรอธพูดอะไรอีก?"
"ไม่ได้พูดอะไร" แซคส่ายหน้า "หมอนั่นตัดสายไปก่อน"
"ถ้างั้น เรดอาจจะยังไม่ตายก็ได้" แองจีลสรุปเอาดื้อ ๆ "การที่หมอนั่นตัดสายไป แสดงว่าน่าจะกำลังทำอะไรสักอย่างติดพันอยู่ อาจเป็นได้ว่ากำลังกู้ชีพให้เรดอยู่ก็ได้"
แซคเบิกตากว้าง ท่าทางมีความหวังขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน
ถึงจะน่าเจ็บใจ แต่วินเซนต์ก็ต้องยอมรับว่าแองจีลพูดได้ถูกที่ถูกเวลาจริง ๆ
"หมายความว่า เรดอาจจะ...อาจจะยังไม่ตายก็ได้สินะฮะ!" เจ้าหัวเม่นหันไปทางชาลัวร์ สตรีผู้มีดีกรีแพทยศาสตร์เพียงหนึ่งเดียวในกลุ่ม...ถึงแม้จะเป็นแพทย์ชันสูตร แต่ก็เป็นแพทย์ละน่า
"ก็...อาจจะใช่นะ" ชาลัวร์ตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เมื่อสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของมนุษย์ทั้งกลุ่มเบนฉับกลับมาที่เธอราวกับห่ากระสุน "ฟังจากอาการล่าสุด ก็คงไม่แปลกหรอกที่หัวใจของเรดจะหยุดเต้น แต่หัวใจหยุดเต้นก็ไม่ได้หมายความว่าตายนี่นา" ชาลัวร์ยักไหล่ "ลูกชายของโฮโจนี่ เขาคงจะได้รับสืบทอดเทคนิคดี ๆ จากพ่อมาเยอะละ"
ดูเหมือนแซคจะไม่ทันได้สนใจน้ำเสียงเยาะน้อย ๆ ตรงประโยคท้ายของชาลัวร์ เขาดึงเสื้อของวินเซนต์เป็นหลักลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางร้อนรน "ถ้าอย่างนั้น ผมจะกลับไปดูที่คฤหาสน์เครสเซนท์"
"ไม่!" วินเซนต์ปฏิเสธอย่างเฉียบขาด "นายไม่ต้องไป แซค"
"วินซ์?" คนรักหัวเม่นของเขาจ้องหน้าด้วยสายตากึ่งไม่เข้าใจ กึ่งโกรธเคือง
"นายจะว่าฉันปรามาสก็ได้ แต่นายเพิ่งจะสติแตกจนลืมหายใจจากไอ้คำพูดประโยคเดียวนั่นไปหยก ๆ เพราะฉะนั้น ฉันไม่ให้นายไป" วินเซนต์ใช้นิ้วจิ้มอกแซคถี่ ๆ "นายต้องอยู่ที่นี่ ปรับอารมณ์และร่างกายให้คงที่ซะ แล้วก็จัดการเรื่องสเต็มเซลล์ของเรดให้เรียบร้อยด้วย เผื่อว่าหมอนั่นจะยังไม่ตายอย่างที่คุณตำรวจว่า"
"แต่ว่าวินซ์..." แซคอ้าปาก ตั้งท่าจะอุทธรณ์ แต่วินเซนต์ส่งฝ่ามืออรหันต์ไปผลักหน้าผากจนหน้าหงายเสียก่อน
"ส่วนเรื่องเรดน่ะ" วินเซนต์พูดอย่างหนักแน่น "ฉันจะเป็นคนกลับไปดูให้เอง"
"ในที่สุด ก็เข้าสู่โหมดจำศีลจนได้งั้นรึ?"
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ ที่โฮโจเห็นเซฟิรอธสะดุ้งสุดตัว ชายหนุ่มหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับบิดาบังเกิดเกล้าของตัวเองด้วยท่วงท่าไม่ผิดอะไรกับสัตว์ที่ไม่ยอมหันหลังให้ผู้ล่า โฮโจเลิกคิ้วอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่อาจบรรยายคำจำกัดความของลูกชายคนโต เมื่อฝ่ายนั้นเห็นว่าคนที่เดินตามหลังเขามาเป็นใคร
"โธ่ โธ่ โธ่ ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าปล่อยให้มัน progress ไปถึงขนาดนี้ ตอนนี้แม้แต่ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงให้มันออกมาจากโหมดจำศีลได้" นักวิทยาศาสตร์เกร่เข้ามาใกล้ร่างของเรด เทอร์ธีน สัตว์ทดลองหมายเลขสิบสามที่ตอนนี้กำลังจมอยู่ใต้น้ำยารักษาสภาพที่ท่วมขึ้นมาสูงขึ้นทุกที เขาย่นจมูกหน่อยหนึ่ง เมื่อเห็นลูกตาข้างหนึ่งลอยออกมาจากเบ่า มีเพียงเส้นเลือดและเส้นประสาทเส้นเล็กเท่าหมี่กุ๊งกิ๊งสองสามเส้นเท่านั้นที่ยึดมันไว้ไม่ให้ขาดลอยไปกับสารรักษาสภาพ "แกตัดใจเรื่องมันเสียเถอะ แล้วฉันจะโคลนให้ใหม่อีกสักตัว ถ้าแกอยากได้"
คำยั่วเย้าของเขาไม่ได้ผลอย่างทุกคราว โฮโจหันกลับไปมองลูกชายคนโตที่ยืนอยู่ด้านหลัง...เด็กคนนั้นไม่ได้มองเขา หรือมีทีท่าว่าได้ยินสิ่งที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อย
เซฟิรอธกำลังมองคนที่เดินตามเขาเข้ามา
ยาซู
ท่ามกลางเสียงหึ่งของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ท่ามกลางเสียงไหลรินของของเหลว ภายใต้ความเงียบสงัดที่ปกคลุมอยู่ในนั้น เสียงของเซฟิรอธแหบแห้งราวกับคนเดินทางกลางทะเลทราย "ทำไมน้องมาอยู่ที่นี่?"
ยาซูเบือนสายตาจากใบหน้าของเซฟิรอธไปยังอ่างที่บรรจุร่างของเรด เทอร์ธีน
"พี่ชายรู้ไหม ผมว่าป๋าพูดถูกนะ" เด็กหนุ่มเอ่ยเรื่อย ๆ เหมือนไม่ได้กำลังพูดเรื่องสลักสำคัญอันใด "ของไร้ประโยชน์แบบนั้นน่ะ เก็บไว้ก็ไม่ได้อะไรหรอก ทิ้งไปดีกว่านะฮะ"
All wrong done # 326
เซฟิรอธมองน้องชายของเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อตาที่อีกฝ่ายเดินตามโฮโจต้อยๆ ใบหน้าของเด็กหนุ่มตอนนี้ปราศจากริ้วรอยความเกลียดชังที่มักจะปรากฏเวลาเห็นผู้ให้กำเนิดทางชีววิทยา เซฟิรอธเชื่อว่าโฮโจเป็นไอ้สารเลวที่ล่อลวงแม่ของเขา ทั้งสิ่งที่มันทำกับเขาและแม่ของเขา รวมถึงพฤติกรรมการแสดงออกนั่น ไม่คู่ควรกับคำว่าพ่อเลยแม้เพียงน้อยนิด
เขารู้ว่าน้องของเขายังเด็กมากและไม่รู้ว่าโฮโจเคยทำอะไรไว้บ้าง เขาเคยคิดว่าดีแล้ว ดีแล้วที่น้องๆของเขาไม่ต้องเผชิญชะตากรรมอย่างเขา เซฟิรอธเป็นพี่ชาย เขาครอบครองช่วงเวลาที่แม่ยังอยู่แต่เพียงผู้เดียว เพราะงั้นถึงเขาจะต้องเผอิญชะตากรรมเลวร้ายและเก็บงำเอาไว้ลึกที่สุดก็ไม่เป็นไร และเพราะไม่รู้น้องๆก็อาจจะเผลอไผลเชื่อใจโฮโจบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากแต่คนที่เขาเคยคาดไว้กลับผิดคาด ไม่ใช่คาดาจที่ร้อยวันพันปีก็กระแซะทำตัวสนิทสนมกับโฮโจเป็นนิจ ไม่ใช่ลอซคนที่คมในฝักและรู้ว่าจะเอาตัวรอดยังไง แต่เป็นยาซู เด็กหัวแข็งที่ไม่เคยส่อแววญาติดีกับโฮโจเลยซักนิด
"ยาซู..."
ใบหน้าสวยของเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวขยะแขยงเมื่อมองเห็นสภาพของเด็กหนุ่มผมแดง "แหวะ เละอย่างนี้พี่ชายขอคนใหม่จากป๋าเหอะ เจ้าเด็กเซโทร่าน่ะก็น่ารักดีออก แต่ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหน พี่เองก็มีเจ้าหัวโบะอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ?" น้องชายเขาสั่นหัวด๊อกแด๊กเมื่อเห็นสีหน้าของเขา "ไม่เอาน่าพี่ชาย ไม่ต้องกังวลเรื่องแซคหรอก ขนาดตอนหมาของหมอนั่นตาย เห็นร้องไห้ฟูมฟายไม่กินข้าวกินปลาอยู่หลายวันแป๊บๆก็กลับมาร่าเริงได้เหมือนเดิมละ เพราะงั้นไม่ต้องห่วงหมอนั่นหรอก"
บางครั้ง เซฟิรอธก็พอรู้ตัวว่าเขาขาดสามัญสำนึกส่วนใดส่วนหนึ่งไปซักแห่ง แต่อย่างน้อยเขาก็คิดได้ว่าการที่เห็นเพื่อน...ใช่ ถึงแม้ว่านานากิกับเขาจะไม่ได้สนิทกัน แต่เด็กนี่ก็ถือว่าเป็นเพื่อนของแซค แล้วก็เป็นเพื่อนของเขาด้วย... เมื่อประมวลความคิดออกมาแล้ว เซฟิรอธสรุปใจความว่า มันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรที่จะรู้สึกโศกเศร้าเสียใจเวลาเพื่อนตาย และเพื่อนคนนั้นก็มีเพียงแค่คนเดียว นานากิก็คือนานากิ เหมือนกับว่าแซคก็คือแซค และคลาวด์ก็คือคลาวด์ เพื่อนมีได้เยอะแยะแต่ถึงยังไงก็ไม่มีใครมาแทนแซคได้ เซฟิรอธรู้ดีว่าเขาสามารถมีคู่นอนได้ไม่ซ้ำหน้าตลอดทั้งปีแต่เขากลับเลือกคลาวด์เพียงคนเดียวก็ด้วยเหตุผลว่าคลาวด์ก็คือคลาวด์ และเด็กหนุ่มคนนั้นก็เป็นคนรักของเขา ดังนั้นถึงจะโคลนนานากิออกมาอีกซักกี่สิบคนก็แทนคนนี้ไม่ได้อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม เซฟิรอธก็ไม่ถือโทษคำพูดของน้องชาย เพราะเขารู้ดีกว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดของโฮโจ ยาซูเป็นเด็กฉลาด แต่เด็กก็คือเด็ก ถึงให้ฉลาดยังไงก็ยังถูกผู้ใหญ่ล่อลวงได้อยู่ดี
ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เซฟิรอธยืนขึ้นก่อนจะหันไปประจันหน้ากับโฮโจ ยังคงจำได้ว่าสมัยตอนที่เขายังอยู่ในแล็บ ตัวของเขาเล็กกว่าโฮโจมากและมักจะไปไหนมาไหนในแล๊บด้วยร่างกายเปล่าเปลือยไม่สวมเสื้อผ้าเสมอ แต่ตอนนี้เขาตัวสูงกว่าโฮโจแล้ว เขาโตมากพอที่จะมีพลังซึ่งนอกเหนือไปจากกำลังกายที่จะทำสิ่งที่เขาปรารถนามาตลอด
"โฮโจ...ชั้นเสียใจจริงๆที่ไม่ได้ฆ่าแกซะตั้งแต่ตอนที่เจอแกนอนสลบปางตายนั่นน่ะ แต่เอาเถอะ ชั้นจะจัดการมันให้เรียบร้อยตั้งแต่ตอนนี้แหล่ะ" พริบตานั้นมือของเซฟิรอธคว้าแคปซูลด้ามยาวซึ่งบรรจุไนโตรเจนเหลวก่อนจะปามันไปโดยมีเป้าหมายที่โฮโจ
"ไม่ฮะวินซ์ ไม่เอาเด็ดขาด ยังไงผมก็จะไปด้วย!" แซคเถียงสุดใจขาดดิ้น "ถ้าเกิดคลาวด์ถูกจับตัวไป คุณก็ต้องอยากไปช่วยด้วยตัวเองใช่มั๊ยล่ะฮะ?"
วินเซนต์ทำหน้าบูดบึ้งราวกับว่าเขาเป็นเด็กในปกครองคนที่สอง "ไม่ แซค นายบาดเจ็บ และถ้าชั้นสั่งมันก็ต้องเป็นไปตามนั้น"
เด็กหนุ่มหัวเม่นที่คุ้นเคยกับเผด็จการเป็นอย่างดียึดเบาะไว้แน่น "ไม่ล่ะฮะ ยังไงผมก็จะไป คุณไล่ผมไม่ได้หรอกฮะ ผมจะไม่ลงจากรถ แล้วถ้าคุณไปอีกคันล่ะก็ผมจะกระโดดเกาะกระโปรงหลังเหมือนในหนังเลยฮะ คุณคิดเหรอว่าผมจะไม่กล้าน่ะ"
"ช่าย พ่อหนุ่ม ชั้นรู้ว่าเธอกล้า" พริบตาที่แซคหันไปทางเบาะหลัง ความเจ็บจี๊ดก็เล่นขึ้นมาจากต้นขาของเขา แซคเห็นรอยยิ้มหวานเจี๊ยบของชาลัวร์ และเมื่อมองตามมือของเจ้าหล่อนที่อยู่ตัก เขาก็พบว่าเจ้าหล่อนใช้เข็มฉีดยาปักลงบนขาของเขา "แต่เด็กดีต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่นะ ถ้าเธอบาดเจ็บล่ะก็ จะเป็นได้แค่ตัวถ่วงเท่านั้นแหล่ะ..."
ภาพข้างหน้าสั่นพร่าเหมือนอยู่ใต้น้ำ หัวของแซคเอียงวูบและทั้งๆที่อยากขัดขืนดิ้นรนร่างกายก็ไม่มีแรงเลยซักนิด
"เพราะงั้น หลับไปซะดีๆเถอะนะจ๊ะ สุดหล่อ"
ภาพที่วูบวาบกลายเป็นสีดำ ในที่สุดความคิดของเขามลายหายไปกับความว่างเปล่า